วันเสาร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2556

มโนราห์เติม


มโนราห์เติม บ้านเดิมอยู่ตรัง



        บุคคลผู้มีชื่อเสียงทางวัฒนธรรม เติม อ๋องเซ่ง  มโนราห์เติม บ้านเดิมอยู่ตรัง


ตรงแผ่นดินอ่อนหน้าบัว หรือที่เก็บกระดูกของยอดศิลปินภาคใต้ ณ วัดโคก สมานคุณ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มีคำจารึกเป็นคำกลอน คำประพันธ์ของ ก.ศรนรินทร์ หรือพระราชรัตนดิลก ขึ้นต้นบทแรกว่า


อันนายเติม อ๋องเซ่งเก่งโวหาร ปฏิภาณกลอนศัพท์ขับคำขวัญ

มโนราห์ชั้นนำคนสำคัญ พรสวรรค์ให้จึงได้เป็น


เติม อ๋องเซ่ง คือ มโนราห์เติม มโนราห์มีชื่อเสียงคนหนึ่งของภาคใต้ แม้จะล่วงลับไปแล้ว ผู้คนยังบอกเล่ากล่าวขานถึงกันไม่รู้วาย

มโนราห์เติม เกิดเมื่อวันอาทิตย์ ปีขาล พ.ศ. 2457 ที่ตำบลเขาวิเศษ อำเภอสิเกา ปัจจุบันเป็นเขตอำภอวังวิเศษ สืบเชื้อสายมโนราห์มาตั้งแต่รุ่นปู่ถึงรุ่นพ่อ คือ มโนราห์ตั้ง มีแม่ชื่ออบ และน้องชายชื่อตุ้ง


หนุ่มเติมพี่ชายนั้น แม้จะได้หัดมโนราห์จากพ่อจนได้ออกโรงมาแล้วตั้งแต่อายุ 13 ปี แต่เบื้องต้นมุ่งเอาดีทางการเรียนเสียมากกว่า จึงได้เรียนจบชั้นประถมที่บ้านเกิด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนวิเชียรมาตุ แล้วไปต่อที่โรงเรียนคณะราษฏร์บำรุง จังหวัดยะลา จบชั้นมัธยมปีที่ 8 จากนั้นกลับมารับราชการเป็นเสมียนที่อำเภอสิเกา เมื่ออายุได้ 18 ปี ฝ่ายหนุ่มตุ้งน้องชายเอาดีทางมโนราห์ จนได้ตั้งเป็นคณะมโนราห์ตุ้ง ประชันโรงกับคณะมโนราห์อื่น ๆ ชนะทุกครั้ง จนมีชื่อเสียงขึ้นเรื่อย ๆ ครั้งหนึ่งเกิดแพ้มโนราห์ที่มีชื่อเสียงมากคณะหนึ่ง หนุ่มเติมพี่ชายซึ่งมาช่วยรำอยู่เป็นครั้งคราวถึงกับเสียใจมาก ประกาศตัวเป็นมโนราห์แสดงรวมกับน้องชาย จนชาวบ้านนิยมเรียกชื่อคณะว่า โนราตุ้ง - เติม ต่อมาหนุ่มตัดใจลาออกจากราชการมาแสดงมโนราห์เต็มตัว ได้ประชั้นโรงกับมโนราห์ที่มีชื่อเสียงเด่นดังหลายคณะ และชนะมาตลอด ได้รับรางวัลเป็นถ้วยเกียรติยศและขันน้ำพานรองมากมาย ต่อมามโนราห์ตุ้งเสียชีวิตไปก่อน


ครั้งหนึ่งจังหวัดตรังจัดให้มีการประชันโรงมโนราห์ทั่วภาคใต้ มีผู้เข้าแข่งขันถึง 50 โรง ปรากฎว่ามโนราห์เติมชนะเลิศ ได้รับเกียรติยศเป็นรางวัลและมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วภาคใต้


ด้วยความที่เป็นผู้มีชื่อโด่งดัง คารมดี ประกอบกับเป็นคนมีนิสัยเจ้าชู้ เมื่อไปแสดงที่ใดก็มักได้ภรรยาที่นั้น จนปรากฎว่ามโนราห์เติมมีภรรยาถึง 54 คน สองคนสุดท้ายคือ หนูวิน - หนูวาด ลูกสาวมโนราห์วัน แห่งเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเคยประชันโรงผลัดกันแพ้ชนะหลายครั้ง เกี่ยวกับภรรยาทั้งสองนี้ มโนราห์เติมเคยฝากลีลากลอนกระทบว่าที่พ่อตามาก่อนแล้วว่า ไม่เกรงใจพ่อตาโนราวัน จะเอามันให้ฉาดทั้งวาดวิน ในที่สุดก็เป็นความจริง


หลังแต่งงานกับหนูวินแล้ว ก็รวมคณะมโนราห์เป็นโรงเดียวกัน แม้มโนราห์ตุ้งจะตายไปหลังการรวมโรงประมาณ 2 ปี แต่การแสดงก็ยังเป็นที่นิยมมากขึ้น เมื่อหนูวาดมาอยู่ด้วยและได้ออกโรงด้วยกันก็ยิ่งเด่นดังจนไม่มีใครกล้าประจัน จนได้ตระเวนแสดงทั่ว 14 จังหวัดภาคใต้ และเคยไปแสดงที่กรุงเทพฯ และประเทศมาเลเซียอีกหลายครั้ง ในขณะที่มโนราห์เติมกำลังมีชื่อเสียงนั้น เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรของจังหวัดตรัง แต่ปรากฎว่าแพ้กลยุทธ์การหาเสียงของผู้สมัครคนอื่น ๆ ที่บอกกับประชาชนว่า ถ้าเลือกโนราเติมไปเป็นผู้แทนเสียแล้ว ใครจะเล่นโนราให้ดู


ในยุคที่มโนราห์เติมกำลังเฟื่องฟูนั้น เทคโนโลยีบันเทิงก็เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นด้วย มโนราห์เติมจึงต้องคิดดัดแปลงพัฒนารูปแบบ การเล่นขึ้นใหม่ เพื่อตรึงความนิยมของคนดูเอาไว้ โดยหันมาเน้นด้านบทกลอนที่เป็นกลอนสดมากกว่าการร่ายรำแบบโบราณ ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะมีพรสวรรค์ด้านนี้เป็นพิเศษอยู่แล้ว ด้านการแต่งกายก็เปลี่ยนแปลงจากเครื่องลูกปัดมาใช้แบบสากลแทน และดัดแปลงการเล่นเรื่องเป็นแบบนวนิยายสมัยใหม่


การดัดแปลงรูปแบบการเล่นดังกล่าว ทำให้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผู้ทำลายเอกลักษณ์ดั้งเดิมของมโนราห์ ซึ่งมโนราห์เติมได้อธิบายเหตุผลและความจำเป็นไว้ว่า เป็นเพราะอิทธิพลของภาพยนตร์ วิทยุ โทรทัศน์ ค่านิยมของคนดู หนังสือนวนิยาย ความเบื่อหน่ายอุปกรณ์สมัยใหม่หาง่าย และผู้รำแสดงได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้นจึงสอดแทรกความคิด ความรู้สึกของตนเองเข้าไปในงานศิลปะ และสรุปเป็นบทกลอนไว้ด้วยว่า "ทั้งนี้เพราะอาชีพบีบบังคับ จึงต้องปรับปรุงแปลงตามแบบใหม่ เอาของเก่าเข้าแทรกซอยทยอยไป เพื่อบำรุงชาวไทยใจคนดู"


มโนราห์เติมนับเป็นผู้มีอัจริยะอย่างยิ่งในการขับกลอนสด ยิ่งได้ตอบโต้กับในเชิงกลอนกับพรานแมงคู่ใจจำอวดประจำโรงแล้ว บรรดาผู้ชมย่อมยึดที่นั่งหน้าโรงไม่ยอมลุกไปไหนแน่นอน


งานเฉลิมพระชนมพรรษา และงานฉลองรัฐธรรมนูญของตรัง ซึ่งแต่เดิมชาวบ้านเรียกกันว่า งานหลองรัฐ คือ สนามประชันบรรดาหนังตะลุง มโนราห์ และการละเล่นต่าง ๆ ในครั้งนั้น มโนราห์ที่มีชื่อเสียง โด่งดังของเมืองตรัง ที่ไม่มีใครกล้ามาประชัน ได้แก่ มโนราห์เฟื่อง เมื่อมีผู้หาญกล้า คือ มโนราห์เติม ก็กลายเป็นการต่อกรระหว่างเสือเฒ่ากับสิงห์หนุ่ม แน่นอน ที่ว่าลีลาของทั้งสองย่อมสูสีกัน จนยากที่จะตัดสินแพ้ชนะ สุดท้ายจึงต้องต่อกลอนสดกันดังที่มีผู้จำต่อ ๆ กันมาว่า


ถ้าแพ้ลูกเติมงานเหลิมไม่รำ คือ บทประกาศกร้าวมาจากทางโรงของมโนราห์เฟื่อง พร้อม ๆ กับเสียงโหม่งเสียงกลอง และเสียงเชีรย์ของบรรดาผู้ชม


ถ้าแพ้ลูกเฟื่องถอดเครื่องจำนำ คือ บทตอบกลับมาทันทีจากทางโรงมโนราห์เติม พร้อมกับเสียงเชียร์ที่อื้ออึงยิ่งกว่าเก่า


หลังจากการประชันกลอนสดครั้งนี้ก็ไม่มีใครฟังกลอนมโนราห์เฟื่องในงานฉลองรัฐ ฯ อีกเลย ส่วนสิงห์หนุ่มก็ขยายวงกว้างออกไปทั่วภาคใต้ ข้ามแดนไปถึงมาเลเซีย บางคราวก็ขึ้นไปถึงกรุงเทพฯ


มโนราห์เติม ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ มกราคม พ.ศ. 2514 อายุได้ 57 ปี จากนั้นหนูวิน- หนูวาด ภรรยาก็ยังแสดงมโนราห์ในชื่อ คณะมโนราห์เติมต่อมาอีกหลายปี

มโนราห์โรงครู


                                 



    งานพิธีสมโภชสรงน้ำเจ้าแม่อยู่หัวและงานตายายย่าน 16-19 พฤษภาคม 2554 วัดท่าคุระ ต.คลองรี อ.สทิงพระ จ.สงขลา ถูกกำหนดขึ้นทุกวันพุธแรกข้างแรมในเดือนที่หกของทุกปี พระครูพิพัฒน์ ธรรมจารี เจ้าอาวาสวัดท่าคุระ บอกว่า แต่ละปีมีคนเข้าร่วมพิธีมากขึ้นเป็นพันธะสัญญาทางวัฒนธรรมของคนรอบทะเลสาบสงขลา ไม่ว่าใกล้หรือไกล ลูกหลานจะกลับมาไหว้เจ้าแม่อยู่หัวโดยทางวัดท่าคุระได้อำนวยการในเรื่องห้องน้ำ ที่จอดรถ เปิดเต็นท์ขายสินค้าพื้นเมือง ตั้งแต่ ขนมลา(ขนมพอง) ขนมโค กาละแมร์ ข้าวเหนียว(แดง)กวน ฯลฯ เต็มพื้นที่วัด โดยเฉพาะ การรำมโนราโรงครู แก้บนถวายที่มีคนให้ความสนใจมาก งานตายายย่าน สรงน้ำเจ้าแม่อยู่หัวเริ่มทำตั้งแต่บ่ายวันพุธจนย่ำค่ำของวันพฤหัส (18-19 พ.ค. 54) ผู้คนจากทุกสารทิศเข้าแถวเพื่อรอสรงน้ำทั้งหนุ่มสาวไปจนถึงผู้เฒ่าผู้แก่ในมือถือแก้วน้ำลอยดอกไม้ประพรมน้ำอบ แม้ว่า อากาศเดือนพฤษภาคมจะร้อนอบจนเหงื่อไหลไคลย้อยแต่ทุกคนต่างอดทนด้วยแรงศรัทธา การสรงน้ำจัดขึ้นในโบสถ์วัดท่าคุระ หลังจากเจ้าอาวาสและพระผู้ประกอบพิธีอัญเชิญเจ้าแม่อยู่หัวออกมา ประชาชนต่างเบียดเสียดรอสรงน้ำเจ้าแม่อย่างใจจดจ่อ เจ้าแม่อยู่หัวเป็นพระพุทธรูปทองคำ ปางสมาธิ หน้าตักกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นสมัยสุโขทัยตอนปลายหรืออยุธยาตอนต้น(พ.ศ.1900)ตำนานเล่าว่า เจ้าแม่อยู่หัวเป็นตัวแทนของ ‘พระหน่อ’ ซึ่งเป็นที่นับถือของคนลุ่มทะเลสาบสงขลา ตั้งแต่ ระโนด สทิงพระถึงกระแสสินธุ์ มาแต่โบราณกาล องค์เจ้าแม่วางอยู่บนพานเงินล้อมองค์ด้วยดอกไม้สด ข้างเคียงเป็นพระพี่เลี้ยงวางอยู่ในหีบเหล็กที่ทางวัดท่าคุระจัดไว้บนฐานปูนต่อท่อให้น้ำไหลลงไปยังสระนอกโบสถ์ให้ประชาชนนำกลับไปบูชาถือเป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยให้เกิดความสุขกายสบายใจ ระหว่างประชาชนสรงน้ำเจ้าแม่อยู่หัว พระสงฆ์จะสวดให้พรและแก้บนด้วยการรำมโนราโรงครูถวายหรือด้วยวิธีการอื่นๆ อย่างเช่น การบวชพระและสามเณร บวชชีหรือถวายข้าวตอก-ดอกไม้และบริจาคทานเพื่อสร้างอุโบสถวัด การแก้บนที่สำคัญซึ่งถือกันว่าเป็นสิ่งที่เจ้าแม่โปรดปรานที่สุด คือ การรำมโนราถวาย เรียกกันว่า การรำโรงครู ตามแบบฉบับดั้งเดิม เล่ากันว่า หากไม่รำถวายจะเกิดเหตุไม่ดีแก่ตนเองและครอบครัว การเบิกโรงของมโนรา เริ่มด้วย ตั้งเครื่องโหมโรงประกาศราชครู รำเบิกโรง-รำแม่บท ออกพราน รำคล้องหงส์ แทงจระเข้ เฆี่ยนพราย ดังนั้น คณะมโนราที่ออกโรงในงานประเพณีตายายย่านจะต้องมีความเจนจัดในนาฏศิลป์แขนงนี้เป็นพิเศษ ปีนี้ มโนราคณะสมพงษ์น้อย ศ. สมบูรณ์ศิลป์ จ.พัทลุง เป็นคณะเบิกโรงในงานพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์แก่คนลุ่มทะเลสาบสงขลา ระหว่างการแสดง ลูกหลานเจ้าแม่อยู่หัวที่เข้าร่วมพิธีจะสลับขึ้นมารำถวายตลอดทั้งวัน ในวัย 24 ปี ครูแอน จิราวรรณ ชะนีทอง ครูอนุบาล1-2 โรงเรียนบ้านท่าคุระ ผู้ดูแลคณะมโนราเด็ก บอกว่า งานตายายย่าน บ้านท่าคุระ เป็นงานประเพณีท้องถิ่นที่เธอมีความภาคภูมิใจ ความศรัทธาต่อเจ้าแม่อยู่หัวทำให้คณะครูโรงเรียนบ้านท่าคุระก่อตั้งคณะมโนราโดยการคัดสรรเด็กตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 3-6 มารำมโนรา ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนทำกันทุกปีโดยมีครูมโนราจริงๆ เป็นผู้สอน การฝึกมโนราเด็กโรงเรียนบ้านท่าคุระถูกจัดอยู่ในรายวิชานาฏศิลป์พื้นบ้านแต่การรำมโนราแก้บนในงานตายายย่านยังแฝงไว้ด้วยความศรัทธาในเจ้าแม่อยู่หัว เด็กๆ ที่เข้ารับการฝึกฝนมีความเต็มใจและภาคภูมิที่ได้รำถวายเจ้าแม่อยู่หัว รวมถึง ครอบครัวของพวกเขาเอง ครูแอนเล่าว่า ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจและศรัทธาแก่คนในชุมชน ไม่ว่า คนในชุมชนจะออกไปทำงานไกลแค่ไหนเมื่อถึงเวลางานประเพณีในแต่ละปี ลูกเจ้าแม่อยู่หัวจะกลับบ้านเพื่อร่วมสรงน้ำและรำมโนราถวาย ความศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าแม่อยู่หัวขจรขจายสู่จิตใจคนลุ่มทะเลสาบเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางวัฒนธรรมเต็มเปี่ยมไปด้วยศรัทธา การรำมโนราถวาย มีทั้งรำมโนราทรงเครื่อง รำออกพรานร่วมกับบนบวชนาค-บวชชี รำกระบี่กระบอง ใครบนอย่างไร รำถวายอย่างนั้น บ้างว่า หากมีลูกชายให้จัดทำขนมพอง(ขนมลา) 1 สำรับ ถ้าเป็นลูกผู้หญิงให้ทำขนมโค ขนมขาว ขนมแดง หากไม่กระทำการดังกล่าวจะทำให้ประสบเหตุเภทภัยและทุกขเวทนาต่างๆ สิ่งที่สำคัญ คือ สำนึกในสายเลือดของคนที่ถือตนว่าเป็นลูกหลานเจ้าแม่อยู่หัว การกลับมาร่วมพิธีถือเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อสิ่งศรัทธา นอกจากนี้ ทุกปี ช่วงเวลานี้เครือญาติสนิทมิตรสหายต่างกลับมาพบหน้าค่าตาเป็นความผูกพันโดยมีเจ้าแม่อยู่หัวเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและรักษาสืบทอดการรำมโนราให้เป็นมรดกตกทอดถึงลูกหลานที่ครูแอน จิราวรรณ ชะนีทอง ภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ลูกหลานองค์เจ้าแม่อยู่หัวทุกคนเชื่อว่า องค์เจ้าแม่มีความศักดิ์สิทธิ์ในเรื่องการบนบานสานกล่าว ใครขออะไรแล้วทำความดีร่วมจะสมดังความปรารถนา ใครบนบานอะไรไว้แล้วมารำมโนราถวายจะประสบความสำเร็จไม่เกิดเหตุการณ์ร้ายในชีวิต ยึดเหนี่ยวจิตใจคนสองฝั่งทะเลสาบสงขลามานับร้อยปี การบนบานหรือ ‘เหมรย’ ในคำพื้นถิ่นแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ เหมรยปากอันเป็นการสัญญากันด้วยวาจาและเหมรยห่อ หมายถึง การสัญญาโดยมีห่อเครื่องสังเวย เมื่อประสบผลแล้วจึงมาแก้ห่อแล้วรำมโนราห์ถวาย การรำโนราเป็นศิลปะที่อ่อนช้อยและเป็นที่นิยมของคนลุ่มทะเลสาบกินพื้นที่ตั้งแต่สงขลาถึงพัทลุงซึ่งถือตนว่าเป็นลูกหลานของโนรา เครื่องดนตรีประกอบไปด้วยกลอง ทับ ฉิ่ง โหม่งและปี เร้าอารมณ์ผู้คนที่รำถวายเจ้าแม่อยู่หัวราวกับต้องมนต์สะกด นอกจากนี้ ยังมีการเหยียบเสน เป็นการบำบัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บซึ่งจะกระทำโดยโนราใหญ่ที่ผ่านพิธีกรรมและกระทำพร้อมกับการร่ายรำโนราโรงครู ผู้เข้ารับการเหยียบเสนจะต้องเตรียมถาดรองน้ำ หมากพลู รวงข้าว หญ้า ธูปเทียน โนราใหญ่จะเริ่มร่ายรำพร้อมมีดหมอในมือ ก่อนใช้ฝ่าเท้าจุ่มน้ำโดยมีผู้ช่วยจับหัวแม่เท้าของโนราใหญ่อังกับเทียนไข พออุ่น ก่อนร่ายรำอีกครั้งแล้วนำไปแตะที่บริเวณศีรษะ ฝ่าเท้าหรืออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย เชื่อว่า เป็นการปัดเป่าโรคภัยและช่วยให้รอดพ้นจากวิบัติ งานตายายย่าน สรงน้ำเจ้าแม่อยู่หัวเริ่มตั้งแต่บ่ายวันพุธ(ข้างแรม-เดือนหก)จนย่ำค่ำของคืนพฤหัสบดี คณะมโนราจะทำพิธีรำส่งครูก่อนปิดพิธีการ ในหลายเหตุผล ชาวบ้านเรียกพระหน่อ(ผู้ชาย)ว่าเจ้าแม่อยู่หัวด้วยความนับถือพระหน่อดั่งแม่กับตำนานผู้มอบแผ่นทองคำสลักรูปพระหน่อ คือ พระราชินีแม่ของพระหน่อ ความเชื่อเหล่านี้ฝังรากลึกอยู่ในสำนึกร่วมของชุมชนมานานนับร้อยปีและไม่ว่าใครจะเชื่อเหตุผลใด ประเพณีตายายย่านหลอมละลายหัวใจคนลุ่มทะเลสาบสงขลาเป็นหนึ่งเดียวฝังลงในแผ่นทองขององค์เจ้าแม่อยู่หัวโดยมีมโนราเป็นสื่อกลางแสดงออกซึ่งความศรัทธา ปีหน้า คนสองเลจะกลับมารวมกันอีกครั้ง.

12 ท่ามโนราห์

ท่าสิบสอง

คำว่าท่าสิบสองนี้หลายท่านคงไม่เคยได้ยิน แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการการแสดงโนรา  ต้องรู้จักกันเป็นอย่างดีแน่ๆ  เพราะคำว่า"ท่าสิบสอง"ก็คือท่ารำเบื้องต้นของการฝึกหัดรำโนรานั่นเองครับ
แต่มีความแตกต่างกันออกไปหลายกระแส  ตามแต่ละครูอาจารย์ครับ ว่า "ท่าสิบสอง" ประกอบด้วยท่าอะไรบ้าง
บางกระแส  คำว่า"ท่าสิบสอง"ก็คือท่ารำที่แม่ศรีมาลาทรงสุบินเห็นเหล่ากินรีมาร่ายรำเป็นท่าทางต่างๆจำนวนสิบสองท่า  แล้วพระนางก็ทรงเอาท่าเหล่านั้นมาเป็นแบบอย่างในการแสดง ฝึกหัดให้แก่สนมนางใน ของราชสำนักพัทลุง  (ควรอ่านเพิ่มเติม เกี่ยวกับตำนานการแสดงโนรา) เช่นท่าเทพพนม  ท่ากินนร  ท่าบัวตูม  ท่าบัวแย้ม  ท่าบัวบาน  ท่าลงฉาก ท่าหงส์ลีลา  ท่าแมงมุมชักใย  เป็นต้น
บางกระแสกล่าวว่า "ท่าสิบสอง" ก็คือกระบวนท่าการรำทั้งหมดของโนรา ซึ่งได้แก่ ท่าครูสอน  ท่าสอนรำ  ท่าปฐม ท่าขอเทริด ท่าเฆี่ยนพราย ท่าเกี้ยวทับ ท่าโลมปี่ ท่าคล้องหงส์ เป็นต้น
บางกระแส กล่าวว่าท่าสิบสอง เป็นท่าของการหัดรำเบื้องต้นที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวและการวางตำแหน่งของมือจีบ มือรำ  กระแสนี้มีการประพันธ์คำร้องประกอบการรำและใช้ในการฝึกหัดโนรามาจนทุกวันนี้  แต่ก็นับว่ามีความเก่าแก่ไม่มากนักเมื่อเทียบกับอายุของการแสดงโนรา 
บทประพันธ์ดังกล่าว แต่งโดย โนราหีด  บุญหนูกลับ แต่งไว้ว่า
สำหรับท่าทางต่างๆนั้นขออธิบายที่ละท่าไปเลยนะครับ

ท่าที่หนึ่งประนมมือขึ้นตรงหน้า  ไหว้พ่อแม่ที่มาอย่าเย้ยสรวล
คำกอนก็บอกไว้ตรงเลยครับว่าเริ่มท่าแรกก็เริ่มด้วยท่าพนมมือ  แต่ว่าใครจะพนมแบบไหนก็ตามที่ครูสายนั่นสอนกันมาครับ  เช่น
    1.แบบแขนท่อนล่างขนานพื้น กระพุ่มมือพนมตั้งขึ้น
    2.แบบแขนท่อนล่างขนานพื้น พระพุ่มมือพนมเข้าหาอก
    3.แบบลดปลายแขน ให้หัวแม่โป้งอยู่ระดับลิ้นปี่
    4.แบบลดปลายแขน ให้หัวแม่มืออยู่ระดับสะดือ
    5.อื่นๆ

ท่าที่สองจีบไว้ข้างอย่างกระบวน  ที่สามเลื่อนเปลี่ยนมือขวาซัดท่ารำ
ท่าที่สองนี้มือขวาติดอยู่ในท่าพนมเหมือนเดิม แต่ให้ผู้รำปาดมือซ้ายไปจีบคว่ำ เหยียดแขนตึง  และยกแขนขึ้นนิดนึงเพื่อให้จีบอยู่ในระดับเดียวกันกับไหล่
ท่าที่สามทำสลับข้างจากท่าที่สองพร้อมกันทั้งสองมือ คือเปลี่ยนมือซ้ายจากจีบมาตั้งตรงตำแหน่งที่พนมมือ ส่วนมือขวาก็ปาดออกไปจีบคว่ำ เหยีดแขนตึง และยกแขนขึ้นนิดนึงเพื่อให้จีบอยู่ในระดับเดียวกันกับไหล่

ท่าที่สี่จีบไว้ข้างวางเพียงเอว  เปลี่ยนมือเร็วท่าที่ห้าดูน่าขำ
ท่าที่สี่ มือซ้ายจากท่าที่สามมาจีบหงายตรงระดับสะเอวแขนท่อนบนแนบลำตัว แขนท่อนล่างขนานพื้น ส่วนมือขวาจากท่าที่สามจีบคว่ำ เปลี่ยนมาเป็นยกแขนท่อนล่างขึ้นเป็นวงสูงฉาก และเปลี่ยนมือเป็นมือรำ
ท่าที่ห้า ทำสลับกันกับท่าที่สี่พร้อมกันทั้งสองมือ คือปาดมือเปลี่ยนแขนซ้ายขึ้นเป็นวงสูงฉาก มือขวามาจีบหงายตรงระดับสะเอว

ท่าที่หกจีบไว้หลังตั้งประจำ  เปลี่ยนมือรำท่าที่เจ็ดขึ้นให้เด็ดดี
ท่าที่หก แขนซ้ายยกวงสูงฉากลง มาจีบหงายตั้งอยู่กลางหลัง  แขนขวาจากจีบในท่าที่ห้าก็ยกขึ้นเป็นวงสูงฉาก
ท่าที่เจ็ด ทำสลับกับท่าที่หกพร้อมกันทั้งสองมือ

ท่าที่แปดจีบไว้ข้างวางเพียงบ่า  เปลี่ยนมือขวาซัดไว้ให้เข้าที่
ท่าที่แปด แขนซ้ายในท่าที่แล้วเป็นวงสูงฉาก ให้ลดวงลงมาเป็นรูปตัววี มือจีบให้อยู่ในระดับเดียวกับบ่า(ไหล่) ส่วนมือขวาท่าที่แล้วเป็นมือจีบ ให้เหวี่ยงแขนขึ้นเป็นวงสูงฉาก
ท่าที่เก้า ทำสลับกับท่าที่แปดพร้อมกันทั้งสองมือ

ท่าที่สิบจีบเหมอหน้าให้ท่าพอดี  สิบเอ็ดมีเปลี่ยนมือรำทำตามครู
ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนครับว่า"เหมอ(เหมฺอ)" หมายถึง เสมอ นั่นเองครับ
ท่าที่สิบจึงเปลี่ยนแขนซ้ายจากมือรำวงสูงฉาก ในท่าที่เก้า มาเป็นจีบคว่ำเสมอกับใบหน้า ห่างประมาณหนึ่งคืบ ส่วนมือขวาก็ซัดขึ้นเป็นท่าวงสูงฉาก
ท่าที่สิบเอ็ดก็ทำสลับกันกับ���่าที่สิบ พร้อมกันทั้งสองมือ

ท่าสิบสองเขาควายซัดให้เป็นวง  จุดประสงค์เครื่องหมายเอาไว้เพียงหู
ท่าสุดท้ายท่าเขาควายครับ ท่านี้ก็มีหลายแบบครับ บางครูอาจารย์ก็ว่าคือท่าวงสูงฉากนั่นเอง
บ้างก็ว่าคล้ายวงสูงฉากแต่ให้ลดระดับมือลงให้อยู่แนวเดียวกันกับใบหู เหมือนดั่งในคำกลอนบอกไว้
บางท่านก็ว่าให้มืออยู่ระดับเดียวกับใบหูนั้นถูกแล้ว แต่ไม่ใช่เกิดจากการลดวงแขนลง แต่ให้แขนเป็นวงสูงฉากแล้วปรับแขนท่อนล่างไปด้านหน้า ให้มือเสมอใบหู ท่านี้คนดูก็จะเห็นฝ่ามือผู้รำ และเหมือนกันกับเขาควายจริงๆ คือไม่มีเหลี่ยมมุม แต่จะเป็นวง เรียวโค้ง
สำหรับท่ารำที่แตกต่างนี้ ครูอาจารย์แต่ละท่านก็อาจจะมีการเลือกใช้ตามความเหมาะสมครับ เช่นบางท่านแคร์ที่ความสง่างามของท่ารำ บางท่านแคร์ความถูกต้อง  บางท่านแคร์เรื่องความเคร่งครัดที่ครูตนเองสอนมาไม่ยอมปรับเปลี่ยนอะไรเลย  อันนี้ก็เป็นความหลากหลายซึ่งก็นับว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของโนราครับ
นี่คือระเบียบวิธีของท่ารำทั้งสิบสองท่าครับ  ซึ่งนำมารำประกอบกับการร้องก็มี  บางคณะนำมาประกอบกับการรำในจังหวะท่าครู  โดยรำเดินเป็นวง 
l -ปะ -ป๊ะ l -ป๊ะ -ป๊ะ l -ป๊ ป๊ะ- lเถิ่งเทิงเถิงตุ้ง lเถิ่งเทิงเถิงตุ้ง l เถิ่งเทิงเถิงตุ้งl เถิ่งเทิงเถิงตุ้งlเถิ่งเทิงเถิงตุ้ง l

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ประวัติ มโนราห์



 ประวัติ             
     นายสาย ภักดีสังข์ ผู้สอนรำมโนราห์ (ปัจจุบันอายุ 69 ปี) เป็นศิษย์ของ มโนราห์ เจิม เศรษฐ์ณรงค์ บ้านช่างทองตก หมู่ที่ 6 ต.นาปะขอ อ.บางแก้ว จ.พัทลุง เริ่มเรียนรำมโนราห์เมื่ออายุ 7 ปี ในช่วงระหว่างฝึกรำอยู่นั้นอาจารย์เจิม ได้เล่าประวัติความเป็นมาของ มโนราห์ ให้ฟังว่า
ประวัติมโนราห์ (เล่าจาก อาจารย์เจิม เศรษฐ์ณรงค์)

กาลครั้งนั้น ยังมีพระยาเมืองพัทลุง กับพระมเหสี ได้ครองคู่กันมาหลายปี แต่ก็หาได้มีบุตรไว้สืบสกุลสักคน ทั้งพระสามี และมเหสี ได้ตกลงกันจุดธูปเทียน บนบานศาลกล่าว แด่เทวดา และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอให้ช่วยประทานบุตรให้สักคน จะเป็นหญิงก็ได้ ชายก็ดี ไว้เป็นทายาทสืบสกุลต่อไป

อยู่มาวันหนึ่งพระมเหสี บอกพระสามีว่ากำลังทรงมีพระครรภ์ พระสามีได้ฟัง ก็ดีพระทัยมาก ต่อมาเมื่อครบกำหนดประสูติกาลได้ประสูติพระธิดา จึงได้ตั้งชื่อว่า ศรีมาลา เจริญวัยมาได้ประมาณ 5 - 6 เดือน ก็เริ่มรำ ทำมือพลิกไปพลิกมา นางสนมพี่เลี้ยง ก็เลยร้องเพลง หน้อย ๆ ๆ จนเคยชิน ตั้งแต่เล็กจนโตรำมาตลอด ถ้าหากวันใดไม่ได้รำ ข้าวน้ำจะไม่ยอมเสวย ส่วนพระบิดาก็ร้อนใจ และละอายต่อไพร่ฟ้า ประชาชน ที่พระธิดาโตแล้วยังรำอยู่ เช่นนั้น ไม่รู้จะทำอย่างไร ส่วนประชาชนก็พากันติฉินนินทาไม่ขาดหู เลยตัดสินใจ ให้ทหารนำไปลอยแพในทะเล แม่ศรีมาลาต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จนสลบนอนแน่นิ่งอยู่บนแพนั้น แพถูกคลื่นลมพัดพาไปตามกระแสน้ำตามยถากรรม จนกระทั่งไปติดอยู่กับโขดหิน ใกล้กับเกาะสีชัง

   
     พ่อขุนศรัทธา ซึ่งต้องคดีการเมืองถูกนำไปกักไว้บนเกาะสีชัง พร้อมพวกพระยาต่างๆ ที่ต้องคดีเดียวกัน ถูกนำมากักขังรวมกัน เป็นนักโทษการเมือง บนเกาะแห่งนี้ ในวันนั้น พ่อขุนศรัทธา ได้ลงไปตักน้ำ เพื่อจะชำระร่างกาย บังเอิญมองไปในทะเล ได้เห็นแพลำหนึ่งลอยมาติดอยู่ ที่โขดหินใกล้เกาะ และมีคนๆ หนึ่งนอนอยู่บนแพ พอจะแลเห็นได้ถนัด ตนเองจะลงไปช่วยก็ไม่ได้เพราะน้ำบริเวณนั้นลึกมาก จึงไปบอกกับพระยาโถมน้ำ ซึ่งเป็นผู้มีวิชาอาคม เดินบนน้ำได้ ให้ไปช่วย พระยาโถมน้ำรับปากแล้ว ได้ลงมาดู เห็นเป็นดังที่ขุนศรัทธาพูดจริง จึงตัดสินใจเดินไปบนน้ำ ลากแพเข้าหาฝั่งได้ แต่จะทำอย่างไร ผู้หญิงที่นอนอยู่ในแพยังสลบไศลไม่ได้สติ จึงได้เรียกบรรดาพวกพระยาทั้งหมด ให้มาดูเผื่อจะมีผู้ใดมีปัญญาช่วยเหลือได้

ขณะนั้น พระยาลุยไฟซึ่งร่วมอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย คิดว่าผู้หญิงคนนี้ คงไม่เป็นอะไรมาก คงเนื่องจากความหนาวเย็นนั่นเอง ที่ทำให้เธอไม่ได้สติ เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงสั่งให้พวกพระยาทั้งหลาย ช่วยกันหาไม้ฟืนมาก่อไฟสักกองใหญ่ แล้วพระยาลุยไฟก็อุ้มเอาร่างผู้หญิงคนนั้น เดินเข้าไฟในกองไฟ ความหนาวที่เกาะกุมนางอยู่ เมื่อถูกความร้อนจากกองไฟ ก็เริ่มผ่อนคลายและรู้สึกตัวในเวลาต่อมา เมื่อเห็นว่าเธอปลอดภัยแล้ว จึงนำนางขึ้นไปยังที่พัก และให้ข้าวปลาอาหารแก่นาง จนมีเรี่ยวแรงปกติขึ้น เมื่อมีเรี่ยวแรงดีแล้ว แม่ศรีมาลาก็เริ่มรำอีก ทำให้พวกพระยาทั้งหลายพากันแปลกใจ พากันถามไถ่ไล่เรียง แม่ศรีมาลาจึงเล่าความเป็นมาทั้งหมดให้พวกพระยาฟัง

พวกพระยาทั้งหมดต่างก็คิดกันว่า จะทำอย่างไรต่อไปดี พระยาคนหนึ่ง จึงเสนอให้พ่อขุนศรัทธา นำแม่ศรีมาลาไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ส่วนเรื่องการร่ายรำของเธอ จะมอบให้พระยาเทพสิงหร ไปประชุมพระยาให้ช่วยกันจัดการ ในเครื่องดนตรี และพระยาเทพสิงหร เป็นหัวหน้าคณะ


เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่ตกลงกันแล้ว ก็ยังมีเหลืออีกอย่าง คือชื่อคณะ ให้ทุกคนช่วยกันคิดว่าจะตั้งชื่อคณะว่าอย่างไร แม่ศรีมาลาได้ยินดังนั้น จึงคิดขึ้นมาได้ว่า ตอนที่ลอยอยู่ในทะเล เธอได้ระลึกถึงชาติก่อนๆ ได้ จึงบอกพระยาทั้งหลายว่า ชื่อคณะสมควรจะใช้ชื่อว่า "คณะมโนราห์" เพราะเมื่อชาติก่อน หนูเคยเกิดเป็นมนุษย์ครึ่งนก หนูชื่อ มโนราห์ ทุกคนพูดว่า จำชาติเกิดปางก่อนได้ด้วยหรือ แม่ศรีมาลาตอบว่า จำได้ทุกชาติ หนูเกิดมาทั้งหมด 12 ชาติ รวมทั้งชาติปัจจุบันด้วย เหล่าพระยาจึงว่า ถ้าอย่างนั้นหนูช่วยเล่าเรื่องราวแต่ละชาติให้พวกเราฟังเถิด แม่ศรีมาลารับคำ แล้วก็เริ่มเล่าเรื่องแต่ละชาติปางก่อนให้ฟัง ชาติเกิดทั้ง 12 ชาติมีดังนี้
  • ชาติที่ 1 เกิดเป็นผู้หญิง ชื่อ มโนราห์
  • ชาติที่ 2 เกิดเป็นผู้หญิง ชื่อ เมรี
  • ชาติที่ 3 เกิดเป็นผู้หญิง ชื่อ ทิพย์เกสร
  • ชาติที่ 4 เกิดเป็นผู้หญิง ชื่อ อัมพันธุ์
  • ชาติที่ 5 เกิดเป็นผู้หญิง ชื่อ รจนา
  • ชาติที่ 6 เกิดเป็นผู้ชาย ชื่อ จันทร์โครพ
  • ชาติที่ 7 เกิดเป็นผู้หญิง ชื่อ โมรา
  • ชาติที่ 8 เกิดเป็นผู้หญิง ชื่อ เกตุบุปผา
  • ชาติที่ 9 เกิดเป็นผู้ชาย ชื่อ สังข์ศิลป์ชัย
  • ชาติที่ 10 เกิดเป็นผู้หญิง ชื่อ ยอพระกลิ่น
  • ชาติที่ 11 เกิดเป็นผู้ชาย ชื่อ ไกรทอง
  • ชาติที่ 12 เกิดเป็นผู้หญิง ชื่อ ศรีมาลา
ฉะนั้น การตั้งชื่อคณะ ขอตั้งชื่อตามชื่อชาติที่หนึ่ง เพราะเป็นนักฟ้อนรำ หนูเป็นพวกกินรี ครึ่งมนุษย์ครึ่งสัตว์ จึงขอตั้งชื่อคณะว่า "มโนราห์" พวกพระยาได้ฟังดังนั้น จึงตอบตกลง จึงได้ชื่อว่า มโนราห์ มาจนทุกวันนี้

ในฐานะพระยาเทพสิงหร เป็นหัวหน้าคณะ และได้ตั้งคณะมโนราห์ขึ้น มโนราห์โรงนี้ จึงเรียกกันว่า มโนราห์เทพสิงหร กาลเวลาผ่านมาพอสมควร คณะมโนราห์เทพสิงหร ได้แสดงไปเรื่อยๆ จนข่าวลือไปทั่วสารทิศ จนทราบไปถึง พระยาพัทลุง พระบิดา ซึ่งรู้เพียงว่า มโนราห์เทพสิงหรแสดงดีมาก จึงรับสั่งให้ทหารไปรับมาแสดงในพระราชวัง มโนราห์ก็มาแสดงตามคำเรียกร้อง พระยาเมืองพัทลุง ได้ทอดพระเนตรการแสดง ก็ทรงชื่นชมพอพระทัย

พอถึงฉากแม่ศรีมาลาออกมารำ เจ้าเมืองก็จำไม่ได้ว่าเป็น แม่ศรีมาลา เพราะแต่งกายในชุดมโนราห์ ดูผิดแปลกไป มีรูปทรงน่ารักน่าเอ็นดู พร้อมทั้งมีเสน่ห์เย้ายวนใจ เมื่อแม่ศรีมาลา นั่งอยู่บนเตียงตั่ง(ที่นั่งไม่มีพนัก) สำหรับมโนราห์นั่ง เจ้าเมืองก็ลุกจากที่ประทับ เดินเข้าไปในโรงมโนราห์ ด้วยความเสน่หา แล้วได้จูงมือแม่ศรีมาลา พาไปยังตำหนัก และเข้าไปในห้องทรง ให้แม่ศรีมาลา เปลี่ยนเครื่องทรงชุดมโนราห์ออก แล้วร่วมสมสู่กับกับนาง แม่ศรีมาลาเห็นผิดปกติ ก็เลยบอกความจริงว่า พระบิดาเจ้าข้า หม่อมฉัน เป็นลูกของท่านน๊ะ ลูกที่ท่านลอยแพไป หม่อมฉันยังไม่ตาย แพไปติดอยู่ที่เกาะสีชัง พวกพระยาทั้งหลายเขาเลี้ยงหม่อมฉันไว้ แล้วได้ตั้งคณะมโนราห์ขึ้น

เมื่อได้ฟังดังนั้น ก็ทรงโกรธมาก จึงรับสั่งให้นำแม่ศรีมาลาไปถ่วงน้ำ คณะมโนราห์ทั้งหมดก็ให้ทหารควบคุมตัวไว้ ไม่ให้ออกนอกวัง ส่วนแม่ศรีมาลา เมื่อทหารกำลังนำตัวเดินลงมาจากพระตำหนัก นางได้ขอร้องให้ทหารนำตัวไปพบคณะมโนราห์ และได้กล่าวอำลาครั้งสุดท้ายด้วย ทหารจึงทำตามความประสงค์ นำตัวแม่ศรีมาลาไปพบคณะมโนราห์ ทุกคนเมื่อรู้เรื่องราวก็พากันเศร้าโศกเสียไจไปตามๆ กัน